| |
|
|
|
หน้าหนาวต้องบำรุง ? |
| |
 |
เริ่มเข้าหน้าหนาวแล้ว ...
อาหารแมว .. อาหารหมา .. ยังว่าจ๋อย
อาหารชนิดนี้สิ ... ที่รอคอย
เอ๊า ... ปาดคอหอย .. แล้วเฉือนมากิน
ไม่รู้ผู้ใดเป็นผู้คิด
เห็นว่าชีวิตเหล่านี้เป็นสิ่งเลิศลิ้น
ช่วยเสริมกำลัง เสริมสร้างชีวิน
ให้ผู้ปรุงกิน ได้อุ่นร่างกาย
นำชีวิตเขาเอามาเสริมชีวิตตน
นำเขาถอนขนหั่นท่อนวางขาย
นำเขาปรุงรสเลิศลิ้นกลิ่นกาย
สูญสิ้นบินหาย ... แล้วจิตมโนธรรม
จากความเชื่อของคนสมัยเก่า
คิดว่าพวกเขาคือยาเลิศล้ำ
หน้าหนาว .. ต้มเดือด .. ใส่ปาก ... ต่อคำ
ช่วยให้อิ่มหนำ เพิ่มไออุ่นกาย
บ้างก็คิดว่าเป็นยาตัวแก้
ใครมีภูมิแพ้เจ็บป่วยมาจากไหน
กินเขาซักคำก็แสนสบาย
ทดแทนกันได้ ... อวัยวะเดียวกัน
ใครอยากฉลาดก็จัดการกินสมอง
ใครอยากไวว่องก็กินหมาหัน
ใครที่รักสนุก .. กุ้งเต้นแสนมันส์
ใครเล่ารู้กัน .. นั่นคือกรรมเวร
ชีวิตนี้เกิดมา ใครๆ ก็รัก
ต่างรู้ประจักษ์ กลัวตายไม่เว้น
ใจเขา .. ใจเรา .. ลดซึ่งกรรมเวร
หยุดฆ่า หยุดเข่น ... พี่น้องท้องเดียว |
เบื้องหลังเรื่องราวของการกินอาหารสัตว์ป่า
เข้าฤดูหนาวแล้ว ก็เป็นช่วงเวลาในการกินอาหารสัตว์ป่าเพื่อบำรุงกันแล้ว
เคยได้ยินคนเฒ่าคนแก่บอกไว้ว่า ขอให้เป็นสัตว์หันหลังให้ฟ้า ไม่ว่าจะเป็นงู
เต่า กบ นก ... ก็กินได้ทั้งนั้น อาหารสัตว์ป่าที่ว่า
มีความเลิศลิ้นมากน้อยแค่ไหน อยู่ที่รสนิยม และค่านิยม ของผู้บริโภค
ผ่านช่วงเวลาที่ซาร์ (沙士 SARS) ระบาดในปี 2003 มา
เหมือนกับว่าพวกเรายังไม่ได้รับบทเรียน
บนท้องตลาดยังมีอาหารสัตว์ป่าวางขายอยู่เกลื่อนกลาด การกินสัตว์ป่า
นอกจากเพิ่มความเป็นไปได้ในการติดโรคแล้ว
เบื้องหลังยังซ่อนความเป็นจริงของความไร้มนุษยธรรม
และการทำลายวงจรธรรมชาติอีกด้วย
การที่คนจีนใช้สัตว์ป่าเป็นส่วนผสมของอาหารและตัวยา
นับว่าเป็นประวัติที่ยาวนานมาแล้ว ในสมัยราชวงชิง
การจัดตั้งโต๊ะอาหารอย่างโอฬารด้วยอาหารต่างๆ ของจักรพรรดิ คังซี
จะมีทั้งอุ้งมือหมี ลูกอ่อนชีตาร์ จมูกช้าง หางแรด สมองลิง
หรือแม้แต่ลิ้นชิมแปนซี เป็นวัฒนธรรมการกินสัตว์ป่าที่สูงสุดในสมัยนั้น
ในความเชื่อโบราณ ว่ากันว่าสัตว์ป่านั้นเป็นอาหารบำรุงที่ดี
บริโภคในฤดูหนาวสามารถช่วยให้ร่างกายอุ่นอยู่เสมอ
ความหมายของคำว่า อาหารสัตว์ป่า นั้นกว้างขวางและเลือนรางนัก
ตามความหมายที่คนทั่วไปเข้าใจ อาหารสัตว์ป่า
นั้นหมายถึงอาหารนอกเหนือจากสัตว์มีปีกและสัตว์สี่เท้าที่กินกันอยู่ประจำ
สัตว์เหล่านั้นสามารถนำมาปรุงเป็นอาหาร หรือเป็นตัวยา แต่ว่า ในสมัยนี้
ขึ้นชื่อว่า อาหารสัตว์ป่า ไม่แน่ว่าจะต้องจับมาจากป่าเท่านั้น
เพราะว่าในประเทศจีน ได้มีพ่อค้าเลี้ยงงู เต่า
หรือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอื่นๆ เพื่อนำไปวางตลาด ตามมาตราข้อบังคับที่ 132
ของอนามัยสาธารนะและตัวเมืองแห่งฮ่องกง (公眾衛生及市政條例)
ในข้อบังคับแห่งกรนำเข้าอาหารสัตว์ป่าและเนื้อสัตว์ อาหารสัตว์ป่า
นั้นหมายถึงสัตว์ทุกชนิดที่ถูกฆ่าทำลายชีวิต
แต่ไม่รวมสัตว์ที่ผ่านกระบวนการด้านเคมี
นกยูงนกกระจอกเทศ ก็กินได้
ชนิดของอาหารป่ามากเหลือคณานับ

(นกยูงและนกกระจอกเทศก็ยังถูกจับมาค้าขาย)
ในแถบเซินเจินและกวางเจา
เป็นพื้นที่ที่มีอาหารสัตว์ป่าวางขายที่รู้จักกันดี
อาหารสัตว์ป่าที่วางขายก็มากมายให้เลือกสรร เช่น งู เต่าน้ำจืด นกน้ำ หนูนา
Paguma larvata , Manis pentadactyla, Melogale moschata, muntiacus
reevesi เป็นต้น และเมื่อถึงฤดูหนาว ทั้ง Paguma larvata , Manis
pentadactyla จะเป็นที่นิยมกันมากที่สุด ส่วนจำพวกนก ที่เห็นมากที่สุดคือ
Emberiza aureola, Anas crecca, Passer montanus เป็นต้น
บางร้านยังมีกระทั่งนกยูงและนกกระจอกเทศอีกด้วย

(เป็ดเทา Anas poecilorhyncha
นับว่าเป็นสัตว์ที่ถูกนำมาบริโภคอย่างแพร่หลาย)
ในฮ่องกง อาหารสัตว์ป่าที่พบกันบ่อยที่สุด ก็มีแต่จำพวกงู
ในเขตที่อยู่อาศัยเก่ายังมีให้เห็นร้านค้าวางขายซุปงู ใช้งูแช่เหล้า
หรือแม้แต่น้ำดีงู งูที่นิยมนำมาทานกัน มีงูทางมะพร้าวถ้ำ Elaphe taeniura,
งูสิง Ptyas korros และ งูเห่า Naja atra นอกจากนี้แล้ว
ยังมีสัตว์เลื้อยคลานจำพวก เต่า ตะพาบ และกิ่งก่า
ที่เป็นอาหารที่นิยมกันในฮ่องกง
เหล่านี้ล้วนเป็นสัตว์เลื้อยคลานที่สามารถนำเข้าอย่างถูกกฎหมาย
เพื่อนำมาเป็นอาหาร แต่จะต้องมีใบรับรองอนามัยสัตว์
และต้องผ่านด่านตรวจสัตว์เดรัจฉาน จึงจะสามารถนำเข้าได้

(ร้านขายงูในแถบที่อยู่อาศัยเก่าที่ฮ่องกง
นอกร้านยังมีแขวนหนังงูแห้งอีกด้วย)
การค้าขายอาหารสัตว์ป่าในประเทศจีนแผ่นดินใหญ่นั้นมีแบ่งตามฤดูกาลอย่างเห็นได้ชัด
นี่เป็นเพราะความเชื่อของประชากร
ว่าอาหารสัตว์ป่าสามารถช่วยดำรงอุณภูมิในร่างกายในฤดูหนาวได้
จากการวิจัยของ Kadoorie Farm and Botanic Garden นั้นชี้ให้เห็นว่า
ในช่วงเดือน 11 ถึงเดือน 2 เป็นช่วงเวลาที่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมและงู
มียอดขายสูงสุด ส่วนจำพวกนก ในช่วงฤดูร้อน ที่ขายได้มากที่สุด คือนกกระยาง
โดยเฉพาะ ลูกนกแขวก Black-crowned Night Herons (Nycticorax nycticorax)
ระหว่างหน้าหนาวที่ขายดีก็มีเป็ดป่า wild ducks, นกกวัก rails,
นกกระจอกบ้าน Eurasian Tree Sparrow (Passer montanus) และนกจาบ buntings
(Emberiza sp.)
ในกรณีอาจจะเกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิตและการสืบพันธุ์ของนกแต่ละชนิด

(สัตว์ที่มีร่างกายใหญ่อย่างนกเค้าใหญ่ Eurasian eagle owl
ก็ยังถูกจับมาบริโภค)
ผลกระทบของการกินอาหารสัตว์ป่านั้นยาวไกล
หนูนาระบาดที่ต้งถิงหูคือตัวอย่างหนึ่ง
หากว่ามีการล่าสัตว์ป่าชนิดใดชนิดหนึ่งอย่างเกินจำกัด
เหยื่อของสัตว์ชนิดนั้นก็จะไม่มีศัตรูธรรมชาติ ในสภาวะที่เหมาะสม
ก็จะสามารถแพร่พันธุ์อย่างล้นหลาม ทำให้โซ่อาหารธรรมชาตินั้นขาดความสมดุล
ข่าวหนูนาระบาดที่ต้งถิงหู ก็เป็นหนึ่งเหตผล
อาจจะเป็นเพราะว่างูในเขตนั้นโดนจับล่าเป็นจำนวนมาก
ทำให้หนูนาไร้สัตว์ใดมาจับกิน จึงมีการแพร่พันธุ์จำนวนมาก
มาทำลายทุ่งนาและอาหารของมนุษย์ ส่วนงูที่ถูกจับไปนั้น
เห็นว่าถูกจับไปสู่ตลาดอาหารสัตว์ป่า
มนุษย์นั้นล่ากินสัตว์ป่า
และใช้อวัยวะบางส่วนของสัตว์เป็นยารักษาโรคเป็นจำนวนมาก
เป็นการคุกคามการสืบทอดแพร่พันธุ์ของสัตว์ชนิดนั้น
ยกตัวอย่างเช่นมนุษย์ล่าหมีดำ Ursus thibetanus และหมีกริซี Ursus arctos
เพื่อได้มาซึ่งอุ้งมือหมี ไขมันหมี เนื้อหมี
หรือแม้แต่มันสมองหมีและน้ำดีหมี ก็ถูกนำมาใช้เป็นยารักษาโรค
ทำให้จำนวนหมีป่านั้นลดลงอย่างมาก จากข้อมูลชนิดและพันธุ์สัตว์ในประเทศจีน
ในช่วงเวลา 10 ที่ผ่านมา ที่เขตชายแดนอวิ๋นหนัน และก่วงซี
มีการค้าขายหมีดำเป็นๆ แต่ละวันมียอดขายมากกว่าร้อยตัว
เพื่อระงับการค้าขายระหว่างประเทศ
ทั้งหมีดำและกริซีนั้นถูกระบุเป็นสัตว์ที่ได้รับการปกป้องในมาตรา
สนธิสัญญาการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าใกล้สูญพันธุ์
เอกสารแนบที่ 1 (Appendix I of CITES 瀕危野生動植物種國際貿易公約)
ในขณะเดียวกันยังถูกระบุเป็นสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ในมาตราหนังสือสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ปกแดงแห่งประเทศจีน
(China Red Data Book 中國瀕危動物紅皮書) อีกด้วย
เต่าเหรียญทอง Cuora trifasciata ก็เช่นเดียวกัน ถูกขนานนามว่าเป็นยบำรุง
ในเวลานี้แทบจะสูญสิ้นจากสิ่งแวดล้อมที่อาศัยอยู่
และได้ถูกระบุไว้เป็นสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ในมาตรา
การค้าขายสัตว์และพืชใกล้สุญพันธุ์แห่งโลก
เพื่อรับรองว่าการค้าขายจะไม่ก่อภัยใดๆ แก่การดำรงชีวิตของสัตว์เหล่านั้น
นอกจากนี้ สัตว์ป่าที่ถูกจับมากินอยู่เป็นประจำ เช่น ตัวเหี้ย Varanus
salvator และตัวนางอาย Pangolin
ก็ถูกระบุเข้ามาตราสัตว์ได้รับการป้องกันแห่งชาติ
อาหารสัตว์ป่าไม่จำเป็นว่าจะมีประโยชน์เสมอไป
แต่อาจจะเพิ่มโอกาสติดเชื้อโรคติดต่อ


สัตว์ป่าที่ถูกนำมาปรุงรส อาจจะมีโอกาสติดเชื้อจากสิ่งแวดล้อมภายนอกแล้ว
และร่างกายของมนุษย์นั้น
ไม่ได้มีภูมิต้านทานต่อเชื้อโรคจากร่างกายของสัตว์บางชนิด
เพราะฉะนั้นการบริโภคสัตว์ป่า โดยเฉพาะที่นำเข้าอย่างผิดกฎหมาย
แฝงซึ่งผลร้ายต่อร่างกายอย่างสูง เมื่อปี 2003 ทีมีซารส์ระบาดทั่วโลก
(SARSโรคทางเดินหายใจเฉียบพลัน)
นั้นถูกยืนยันแล้วว่ามีต้นสายเชื้อโรคมาจากเชื้อ Coronaviruses ในชะมด
ก่อให้เกิดความสนใจต่อการบรโภคอาหารสัตว์ป่าของคนประเทศจีน
นักทดลองนอกจากจะค้นพบเชื้อ Coronaviruses ในชะมดแล้ว ยังพบในนกหลายชนิท
สัตว์น้ำ ค้างคาว และตัวนางอายอีกด้วย
แม้ว่าการตลาดอาหารสัตว์ป่าจะซึมเซาลงไปหลังจากมีการระบาดของโรค SARS
แต่เมื่อเวลาผ่านไปหลายปี
ผู้ที่ชื่นชอบอาหารสัตว์ป่าก็ดูเหมือนจะลืมเลือนอันตรายของการบริโภคอาหารสัตว์ป่าไปแล้ว
ในช่วงที่หนูนาระบาดที่ต้งถิงหู
มีชาวนาหลายคนจับหนูนาเหล่านี้ไปขายให้กับร้านอาหาร
เพื่อปรุงเป็นอาหารเลิศลิ้น หนูสามารถแพร่เชื้อกาฬโรค และโรคติดต่ออื่นๆ
เช่นโรคไข้เลือดออกและโรคเลปโตสไปโรซิส ยังมีข่าวมาอีกว่า
บางที่ถึงขนาดใช้หนูที่ตายด้วยยาฆ่าหนู มาปรุงอาหารขาย ยิ่งทำให้ตระหนักว่า
การกินอาหารสัตว์ป่า ไม่เพียงแต่ไม่มีประโยชน์
แต่อาจเป็นอันตรายต่อร่างกายอีกด้วย
ในปี 2001 หน่วยการนำเข้าตลาดฮ่องกง (Hong Kong Customs and Excise
Department) และกรมวิชาการเกษตร (Agriculture Fisheries and Conservation
Department)
จับการขนส่งเต่าเป็นอย่างผิดกฎหมายขนาดใหญ่ได้ที่คลังขนส่งสินค้าที่เขต
Youmatei
เต่าจำนวนเกือบหนึ่งหมื่นตัวถูกวางเรียงทับกันในลังกระดาษและกล่องโฟม
ตอนที่ค้นพบนั้น มีเต่าหลายตัวที่ใกล้ตายเนื่องจากขนาดน้ำ และได้รับบาดเจ็บ
เป็นเวลานาน เต่าเหล่านั้นมีพันธุ์เอเชียกว่าสิบชนิด เช่น
เต่ามาเลเซียไจแอ้นท์ (Orlitia borneoensis), เต่าหับ (Cuora amboinensis)
และเต่าหก (Manouria emys) เป็นต้น หนึ่งในนั้นคือเต่ากะอาน (Batagur
baska)
เป็นเต่าที่อยู่ในกลุ่มอันตรายขั้นสูงในมาตราสัตว์ใกล้สูญพันธุ์แห่งชาติอีกด้วย

สัตว์ป่าที่วางขายในท้องตลาด ส่วนมากโดนจับมาจากป่าเขา
จากนั้นจะโดนขังไว้ในกรงเหล็กเล็กๆ แล้วถูกส่งไปยังตลาดค้าขาย
อยู่ในโกดังมืดๆ ขาดน้ำขาดอาหารเป็นเวลานาน ในสภาวะเช่นนี้
สัตว์เหล่านี้จะติดเชื้อโรคติดต่อกันง่ายๆ สัตว์ที่ได้รับบาดเจ็บ
แต่ไม่ได้รับการรักษาที่ดี มักจะเสียชีวิตก่อนถึงท้องตลาดเสมอ
ยังมีพ่อค้าไร้จรรยาบรรณในเมืองจีนบางคน ใช้วิธีฉีดน้ำเกลือและกลูโคส
เพื่อเพิ่มน้ำหนัก และขายได้ราคามากขึ้น
แต่นั่นยิ่งเป็นการทำร้ายสัตว์เหล่านั้นอย่างสาหัสมากขึ้น
ความต้องการอาหารสัตว์ป่ามากขึ้นการตลาดใต้ดินคึกคักมากขึ้น
ในกฎหมายมาตราที่ 170 จากกฎหมายการปกป้องสัตว์ป่า (Wild Animals Protection
Ordinance (Cap.170) 野生動物保護條例, 香港法例第 170 章)
นั้นได้มีระบุไว้อย่างชัดเจนว่า ผู้ใดก็ตาม หากไม่มีใบอนุญาตพิเศษ
ห้ามทำการจับสัตว์ที่ได้รับการปกป้องใดๆ ทั้งสิ้น
ฉะนั้นการจับสัตว์ป่ามาปรุงอาหารนั้นจึงไม่ระบาดในฮ่องกงเท่าในประเทศจีน
ส่วนแหล่งสัตว์ป่าในประเทศจีนนั้น
ส่วนใหญ่ได้รับการปกป้องภายใต้มาตรการปกป้องสัตว์ป่าแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน
(the Wild Animals Protection Law of the PRC 中華人民共和國野生動物保護法)
ประชากรทุกคนไม่ว่าใครก็ไม่สามารถล่าจับสัตว์ภายใต้การปกป้องระดับที่หนึ่งและระดับที่สอง
กระนั้นก็ตาม เมื่อถึงฤดูหนาว การตลาดค้าขายสัตว์ป่า ก็จะคึกคักขึ้นมาทันที
นั่นเป็นเพราะว่าความต้องการยังคงสูง
ถึงแม้ว่าประเทศจีนจะเป็นประเทศสนธิสัญญาแห่งสนธิสัญญาการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าใกล้สูญพันธุ์
(CITES (the Convention on International Trade in Endangered Species of
Wild Fauna and Flora) 瀕危野生動植物種國際貿易公約) ในปี2001
มลฑลกวางตงยังได้เซ็นสัญญาข้อบังคับการปกป้องและควบคุมสัตว์ป่ามลฑลกวางตง
(廣東省野生動物保護及管理條例) และรายชื่อสัตว์ป่าที่ได้รับการคุ้มครองมลฑลกวางตง
(廣東省重點保護野生動物保護名錄) เพื่อระงับการค้าขายสัตว์ป่า
แต่การลักลอบนำเข้านั้นยังคงร้ายแรง
ยังคงมีสัตว์ที่อยู่ภายใต้สนธิสัญญาการคุ้มครองถูกนำมาค้าขายมากมาย
ฉะนั้นรัฐบาลประเทศจีนจำต้องดำเนินการขั้นต่อไป เพื่อโจมตีการตลาดสัตว์ป่า
เพิ่มการตระเวนตามสถานที่ และการลงโทษ
ในขณะเดียวกันยังต้องฝึกฝนผู้ดำเนินกฎหมายให้รู้จักแยกแยะสัตว์ป่าได้มากขึ้น
นอกจากนี้ยังต้องเพิ่มการศึกษาให้กับประชากร
ให้เขาได้รู้ถึงอันตรายของการบริโภคอาหารสัตว์ป่า

(หมาหริ่งพันธุ์อินโด Small-toothed Ferret Badger ที่ได้รับบาดเจ็บ)
ทำไมต้องกินอาหารสัตว์ป่า ? ในสังคมปัจจุบันนี้มีอาหารอุดมสมบูรณ์
ชนิดพันธุ์หลากหลาย
พวกเราไม่จำเป็นที่จะต้องกินอาหารสัตว์ป่าเหล่านั้นเพื่อประทังชีวิตเลย
หากว่ากินเพื่อบำรุงและรักษาโรคภัย ก็ใช่ว่าพวกเราจะไม่มีทางเลือกอื่น
อีกทั้งยังไม่มีการยืนยันว่าสัตว์ป่าหลากชนิดสามารถช่วยรักษาโรคต่างๆ ได้
การกินสัตว์ป่าบางชนิดเพื่อพุ่งประเด็นรักษาโรคบางชนิดที่เกี่ยวข้องกัน
ก็ยังไม่ได้รับการยืนยันเช่นกัน สิ่งที่ชวนให้เราต้องตระหนักคือ
เนื่องจากความเห็นแก่ตัวและความอยากรู้อยากเห็นของคนเรา
ใช้สัตว์ป่าหลากชนิดมาลองปรุงเป็นอาหารเลิศลิ้น
ทำให้สัตว์ป่าเหล่านี้ต้องเผชิญอันตรายคุกคาม บ้างต้องเผชิญปัญหาสูญพันธุ์
ในเมื่ออาหารสัตว์ป่าไม่ใช่ปัจจัยจำเป็น อีกทั้งยังทำลายสภาวะแวดล้อม
ทำร้ายร่างกายสัตว์ทางอ้อม การกินอาหารที่มีแหล่งที่มาไม่แน่นอน
กลับกลายเป็นเพิ่มความเป็นไปได้ในการติดเชื้อโรค เพราะฉะนั้น
ทางที่ดีควรหลีกเลี่ยงการบริโภคอาหารสัตว์ป่า
 |
| |
| LittleCat |
| |
|