~ บอร์ดแมวเมา ~
19 ธันวาคม, 2014, 02:26:25 AM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว: อยากจะฝากบอกบอททั้งหลายนะว่า แวะมาทิ้้งกระทู้ไว้ที่ป่าช้ามันเสียเวลาเปล่า นะจ๊ะ
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ Blog เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: คนทรงเจ้า  (อ่าน 11427 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
ป้าเล็ก
ซุปเปอร์แมว
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1512



« เมื่อ: 29 กันยายน, 2007, 06:39:53 PM »

คนทรงเจ้า
แต่ก่อนผมไม่ค่อยจะเชื่อเรื่องทรงเจ้าเข้าผี จนมาวันหนึ่งผมเจอวิบากกรรม
ของชีวิต เกือบตายไปแล้วก็ได้คนทรงเจ้านี้แหละที่ช่วยชีวิตผม จึงได้มาเขียน
เล่าประสบการณ์ให้เพื่อน ๆ ต่วย ตูนได้รับรู้
เมื่อกลางปี ๑๕๓๑ ขณะที่ผมกำลังเอาควายเข้าคอกในตอนเย็นตามปกติ
ก็มีญาติที่มีอยู่อีกตำบลหนึ่งเอาธูปเทียนมาบอกว่ายายได้สิ้นลมแล้วเมื่อตอนเที่ยง
ว่าแล้วเขาก็ออกไปบอกญาติคนอื่น ๆ ต่อไป แม่ถามผมว่าอยากไปงานศพยาย
ไหม ผมตอบตกลงทันทีเพราะเบื่อเลี้บงควายเต็มที่แล้ว แม่จึงบอกว่าตอนเช้าให้ไป
กับย่าและพี่สาวพี่ชายซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน พอไปถึงงานศพก็เกือบเที่ยง
ตาร้องทักว่า " อ้าว...พจน์หรือเนี่ย ตัวโตขึ้นเยอะเลยนะ ถ้าไม่มีอะไรทำก็ไปช่วย
งานในครัวนะ "
สรุปแล้วปมกับพี่ชายก็ได้ไปช่วยงานในครัว เนื่องด้วยประเพณีของคนแถวภาคอีสาน
โดยเฉพาะแถวบ้านผมถ้ามีญาติพี่น้องในบ้านเสียชีวิตก็จะตั้งศพทำบุญที่บ้านเลย
ไม่นิยมนำไปวัด การจะทำบุญเริ่มตั้งแต่สามวันสามคืนหรือแล้วแต่กำลังของเจ้าภาพ
แต่ศพยายจะตั้งไว้ห้าวัน แต่ที่แน่ๆไม่ว่าใครตายเด็กหนุ่มสาวหรือคนแก่สิ่งหนึ่งที่จะ
ตายตามไปติดๆคือ หมูกับวัว แต่มากจะเป็นหมูเพราะหาง่ายและถูกกว่าวัวมาก
กว่างานศพยายเสร็จหมูตายไป ๕ ตัว ผมมีหน้าที่ซอยเนื้อสับหมูแล้วแต่เขาจะสั่ง
ทำแกงก็ซอย ลาบก็สับ
จนถึงวันสุดท้ายคือวันที่ ๕ ผมก็ยังอยู่ในครัว ตอนสายของวันที่ ๖ พี่ชายซึ่งเป็น
ลูกพี่ลูกน้องขึ้นมาบนครัวพร้อมกับถือถ้วยสองถ้วยในมือ สิ่งที่เห็นในถ้วยใส่
จนพูนขึ้นมานั้นคือหนังหมูทอด เมื่อพี่ชายมาวาง ไว้ตรงหน้าผมจึงถามว่าอะไร
" หนังหมูทอดไง " พี่ชายตอบ
" ลองดูไหมอร่อยนะ นี่น้ำจิ้ม "
เอาก็เอาผมก็จับมาชิ้นหนึ่งที่ปลายข้างล่างจะมีเนื้อติดอยู่ ซึ่งมันกำลังร้อนเลย
พอเาอเข้าปากเคี้ยวรู้สึกว่าอร่อยแบบแปลก ๆ อาจเพราะตลอดทั้งสี่วันผมกินแต่เนื้อ
พอมาเจอของแปลกจึงอร่อย สรุปแล้ววันนั้นผมก็กินไปสามถ้วยกับพี่ชาย
พอช่วงบ่าย ๆ ย่าบอกให้เตรียมตัวกลับบ้านผมจึงไปลาตา แต่ผมรู้สึกเหมือน
ว่าท้องผมจะใหญ่ขึ้นมาก แต่ไม่ได้คิดอะไร เพราะตลอดทั้งวันมีแต่เอาเข้าไม่ได้
เอาออก พอกลับมาได้ครึ่งทางผมรู้สึกปวดท้องนิดๆ และปวดขึ้นเรื่อยๆ จนมา
ถึงบ้านผมเข้านอนเลย
แม่ถามผมว่าเป็นอะไร ผมบอกว่า ปวดท้องเหมือนใครมาบีบใส้ คิดว่าถ้าได้หลับ
ซักตื่นมันคงจะดีขึ้น แต่มันกลับไม่เป็นอย่างที่คิดเพราะผมนอนไม่หลับ จากปวด
ธรรมดากลับเป็นแบบสุด ๆ จนต้องร้องได้เอามือกุมท้องดิ้นไปมา มันเหมือนใครมาบีบ
ใส้แล้วเอาเข็มนับ ๑๐ นับร้อยไปแทง ยิ่งดึกเท่าไรมันก็เจ็บเหมือนใส้จะขาดให้ได้
พ่อกับแม่ต้องวิ่งหายาทั้งคืน ผมกินยาทุกอย่างที่พ่อกับแม่เอามาให้อาการก็ไม่ดีขึ้น
แม่ถามผมว่าไปกินอะไรผิดมาหรือเปล่า ผมร้องอ๋อ บอกว่าตอนที่กลับได้กินหนังหมู
ทอดตั้งสามถ้วยแน่ะ แม่ว่าสงสัยหนังหมูทอดมั๊งทำพิษ ตอนเช้าจะพาไปหาหมอ
แต่ตลอดทั้งคืนนั้นผมนอนไม่หลับเลยรวมทั้งพ่อและแม่ เพราะทั้งสองจะลุกขึ้นมา
ทุกครั้งที่ผมร้อง พอตอนเช้าไปหาหมอ มันแปลกที่ตอนขึ้นรถไปนั้นผมเจ็บแทบจะตาย
ให้ได้ แม่ต้องบอกคนขับให้ขับเร็วกว่านี้หน่อย แต่พอไปถึงที่โรงพยาบาลมันกลับหาย
เหมือนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น
หมอตรวจแล้วให้ยามากิน แม่ด่าผมว่าทำไมไม่ปวดเหมือนอยู่บ้านจะได้นอนที่โรงพยาบาล
ผมบอกแม่ว่ามันเหมือนไม่เป็นอะไรเลย แต่พอกลับถึงบ้านเท่านั้นแหละ ผมต้องร้องเหมือนใจจะขาด
แม่ต้องเหมารถมาโรงพยาบาลอีกรอบก็เหมือนเดิม
ผมเป็นแบบนี้ติดต่อกันอยู่ห้าวัน คือผมปวดก็ไปหาหมอ แล้วก็เหมือนเดิม ต้องกลับมานอนบ้าน
และอาการก็ไม่ดีขึ้นเลย ข้าวก็กินไม่ค่อยได้ แต่ที่แปลกที่สุดคือตั้งแต่วันที่ผมกลับจากงานศพยาย
เพิ่งถ่ายแค่ครั้งเดียวเอง แม่ผมเลยพาผมไปหาหมอที่อนามัย หมอจึงสวนทวารดู เมื่อผมถ่ายตอนแรก
มีแต่น้ำและมีก้อนสีเทาปนดำออกมาประมาณคืบหนึ่งเห็นจะได้ หมอและพยาบาลเข้าไปตรวจดู
แต่คำถามที่หมอถามผมนั้นทำให้ผมงง
" นี่เธอกินดินมารึ "
ผมบอกว่าไม่เคยกิน แต่หมอยืนยันว่าก้อนอุจจาระนั้นมีแต่ดิน จึงซักผมแบบสีหน้าไม่พอใจว่าที่หมอพูด
เป็นความจริงหรือเปล่า ผมก็ยืนยันว่าไม่เคยแม้แต่จะคิดกินดิน พอบ่าย ๆ ผมก็ต้องนอนดิ้นจะเป็นจะตาย
อีกครั้ง และหนักกว่าเดิมเหมือนจะเพิ่มความทรมานให้อีก คือปวดท้องก็จะขาดใจตายอยู๋แล้ว กลับต้อง
มาวิ่งเข้าห้องน้ำอีกทีนี้ จากไม่ถ่ายกลับต้องเข้าออก ๆ ห้องน้ำวันหนึ่งๆ ไม่ต่ำกว่า ๒๐ ครั้ง เป็นอย่างนี้
ทั้งวันทั้งคืนจนผมแทบไม่มีแรงจะลุกไปห้องน้ำ
จากคนที่อ้วนสมบรูณ์กลายเป็นคนผอมหนังติดกระดูก แต่หมอกับพยาบาลก็ยังมาตรวจอาการผมเป็นระยะ
แบบวันเว้นวันจนผมประทับใจในความมีน้ำใจ ผมได้ยินหมอคุยกับแม่เพราะคิดว่าผมหลับ แม่ร้องได้เมื่อได้
ยินหมอพูดว่า
" ไม่มีอะไรจะเสียแล้ว ลองไปหาคนทรงมาดูซิ เผื่ออะไรจะดีขึ้น ดีกว่าไม่ได้ทำอะไรเลย "
หมอว่าอาการของผมหนักมาก แต่เขาก็ทนได้ขนาดนี้ แต่ไม่รู้ว่าเขาจะทนได้นานแค่ไหน
ผมได้ยินเสียงแม่ร้องไห้แต่ไม่กล้าลืมตาดู เพราะกลัวแม่จะรู้ว่าผมไม่ได้หลับ แต่ผมรู้ว่าหมอ
หมดหนทางที่จะรักษาผมแล้ว ผมจึงบอกตัวเองต้องทนให้ถึงที่สุด แต่ตอนนี้ผมก็เหมือน
โครงกระดูกเคลื่อนที่
พอเช้าวันต่อมา ผมเห็นคนเฒ่าคนแก่มาบ้านหลายคน แม่บอกว่าเขามาช่วยจัดบายศรีสู่ขวัญ
เย็นนี้จะเชิญคนทรงมาเข้าทรงดูว่าลูกเป็นอะไร
" มันจะดีหรือ " ผมถาม
" มันจะช่วยอะไรได้ ขนาดหมอเขายังช่วยอะไรไม่ได้เลย "
แม่ว่าอย่าพูดไป คนทรงคนนี้เก่งนะ
พอตกตอนเย็นคนก็มาดูเต็มบ้านไปหมดทั้งเด็กผู้ใหญ่ ขนาดนอกประตูยังมีคนนั่งเป็นสิบเลย
คนทรงเริ่มทำพิธี ผมนอนอยู่บนตักพี่สาวที่คอยเอาสมุดพัดให้ผม คนทรงก็ทำพิธีของเขาไป
แต่ที่น่าแปลกทนทรงจะพูดได้หลายภาษาไม่ว่า ลาว เขมร ไทย หรือ แม้แต่ภาษาญวนเลยทีเดียว
จากพูดก็มาเป็นท่าประกอบ เรียกเสียงหัวเราะจากคนมาดู ผมก็อดหัวเราะกับเขาไม่ได้
แม้ไม่ค่อยจะมีแรงแล้วคนทรงก็หยุดแต่มือและตัวก็ยังสั่นอยู่ ร้องถามว่ามีอะไรให้ช่วยรึ
( ผมลืมบอกไปคนทรงเป็นผู้หญิงอายุประมาณสี่สิบห้าถึงห้าสิบปีเห็นจะได้ )
" หลานฉันปวดท้องมานานแล้ว ทำไมไม่หายสักทีอยากรู้ว่าเขาเป็นอะไรมีทางช่วยได้ไหม "
ยายที่นั่งอยู่ไกล้ ๆ ตอบ
" เดี๋ยวดูให้ "
พูดจบคนทรงก็สั่นต่ออีกครั้ง แล้วเสียงหัวเราะก็ดังขึ้นมาอีก เมื่อคนทรงว่าจะตามหาขวัญ
ของผมว่าไปตกค้างอยู่ที่ไหน พร้อมแสดงท่าทางต่างๆ เหมือนที่ผมเคยพุดเคยร้อง เต้นรำ
แม้แต่ตอนขี่ควายแล้วทำเหมือนขี่ม้าร้องฮี้ ๆ ๆ
ตอนแรกผมก็หัวเราะกับท่าทางที่เขาทำเลียนแบบผม แล้วผมต้องหยุดเพราะแปลกใจว่า
เขารู้ได้อย่างไรว่าผมทำอะไรบ้างตอนไปเลี้ยงควาย แต่ตอนนี้คนทรงคนนี้สามารถที่จะเลียน
แบบได้ทุกอย่าง เหมือนกับว่าผมทำให้ดูเมื่อกี้ ยิ่งที่ตอนที่เขาทำเหมือนผมขี่ควายแล้วร้องฮี้ ๆ
เหมือนขี่ม้านั้นผมจำได้ว่าผมทำตั้งแต่ก่อนไปงานศพของยายอีก แล้วแกรู้ได้ยังไงทั้ง ๆ ที่ไม่ได้
อยู่บ้านเดียวกันอยู่คนละตำบลเสียด้วยซ้ำ
อยู่ ๆ คนทรงก็หยุดแล้วหันมาทางผม พูดว่าขวัญของผมติดอยู่ที่หน้าผาบนเขาโน้น มาไม่ได้
เพราะเจ้าที่เจ้าทางเขารำคาญที่ผมไปทำเสียงดังรบกวน เขาเลยจับติดไว้ที่ผานั้นแหละ ยายถามว่า
จะทำยังไงล่ะ พอมีทางช่วยนำกลับมาได้ไหม คนทรงกินน้ำเสร็จก็บอกว่า
" ทางนั้นมีแต่ต้องมีของไปขอขมาเขาก่อน "
คนเฒ่าคนแก่ต่างก็พากันร้องเป็นเสียงเดียวกันว่า ต้องการอะไรจะหาให้ทุกอย่าง แล้วคนทรงก็บอก
มีน้ำสีเหล้าขาว วัวควายหรืออะไรอีก ผมจำไม่ได้ เพราะตอนนั้นผมปวดท้องมากและต้องวิ่งออกจาก
บ้านไปเข้าห้องน้ำ
พอเสร็จกลับมานอนบนตักพี่สาวเหมือนเดิมก็เห็นเขาเตรียมไปขอขมาเรียบร้อยแล้ว คนทรงก็
ทำพิธีต่อ ซึ่งตอนนี้ผมไม่ละสายตาจากเขาเลย มันอาจเป็นเพราะผมเริ่มเชื่อคนทรงคนนี้แล้วมั๊ง
จึงทำให้ผมสนใจในตัวเขามากขึ้น
เขาสวดมนต์ได้สักพักจึงหยุดแล้วพูดขึ้นว่าต่อไปจะเชิญขวัญของลูกชายมาเข้าร่างล่ะนะ
เมื่อพูดจบเขาก็ทำพิธีต่อ เห็นเขานั่งพนมมือ ปากก็สวดมนต์อะไรก็ไม่รู้ แต่เสียงดังพอสมควร
ผมมองเขาอยู่นานก็ไม่เห็นมีอะไร เห็นแต่เขานั่งสวดหง่ำงำอยู่ผมจึงละสายตา มองดูพี่สาวที่ผมนอน
หนุนตักอยู่ พี่สาวก็นั่งเอาสมุดพัดให้ผมเหมือนเดิม ผมมองไปรอบ ๆ เห็นคนที่มาดูกำลังตั้งหน้าตั้งตา
มองคนทรงเป็นตาเดียว
ผมมองไปรอบ ๆ จนถึงประตูทางทิศตะวันออกเป็นประตูเล็ก ไว้เข้าออกแทนประตูหน้าบ้าน ผม
ต้องมาสะดุดตากับคน ๆ หนึ่ง ซึ่งตัวใหญ่มาก ยืนอยู่หน้าประตู
ตัวเขาสูงเกือบชนประตู ผมพยายามมองหน้าเขาว่าเขาเป็นใครแต่ก็มองไม่ชัด แต่ผมรู้สึกว่าเขามอง
มาทางผมแต่ผมก็มองเขาไม่ชัด เหมือนเขาใส่ชุดดำทั้งชุดแม้แต่มือขา หน้าตาดำไปหมด ผมแปลก
ใจมากกว่าใครนะไม่เคยเห็น
ในขณะที่ผมกำลังสนใจและมองดูเขาอยู่นั้น จู่ ๆ เขาก็เดินเข้ามาแปลกตรงที่ไม่มีใครสนใจเขา
และเขาเข้ามาได้อย่างไรในเมื่อมีคนนั่งอยู่เต็มไปหมด แต่เขาก็เดินมาหาผมโดยที่ไม่ติดขัดอะไร
เขาเดินมาจนถึงตัวผมแล้วเอาเท้ายื่นมาชนปลายขาทั้งสองของผม ขนาดเท้าเขาแตะกับปลายเท้า
ของผม ผมยังไม่สามารถมองหน้าเขาได้ชัดเลยมันดำไปหมด
แล้วอยู่ๆ เขาก็ล้มตัวลงมาทับกับตัวของผม ผมก็สะดุ้งลุกขึ้นปากก็ร้องเสียงดัง
" ใครมานอนทับ ใครล้มทับผม "
ผมมองไปรอบ ๆ ในขณะที่เหงื่อเม็ดเท่าข้าวโพดแตกท่วมตัวหายใจหอบด้วยความตกใจ และได้ยินเสียง
คนที่มาดูต่างร้องเรียก
" ขวัญเอย ขวัญกลับมาอยู่กับเนื้อกับตัว "
และเสียงก็ดังระงม เพราะต่างคนพูดไม่พร้อมกัน แล้วแค่นั้นเหละผมจึงรู้ว่าผมหลับและได้สะดุ้งตื่นเหมือนมี
ใครล้มทับ
ผมแปลกใจไม่หายเลยว่าผมนอนหลับตอนไหน ทั้ง ๆ ที่ผมก็มองคนทรงอยู่ตลอดเวลา ไม่ได้ละสายตา
ตอนนั้นผมไม่ได้สนใจกับคนที่มาผูกแขนรับขวัญ ผมคิดแต่ว่าผมหลับตอนไหน และสิ่งที่ผมเห็น
ผมฝันไปหรือ เป็นคำถามที่ยังไม่ได้รับคำตอบจนกระทั่งเดี๋ยวนี้
หลังจากวันนั้นสามสี่วันก็กินข้าวได้และท้องก็ไม่ปวด ไม่ถ่ายพอได้อาทิตย์หนึ่งผมเริ่มเดินได้
ไปไหนมาไหนได้พอได้สองอาทิตย์ผมก็มีเนื้อมีหนังเกือบเหมือนเดิม และผมกลับมาเป็นคน
เดิมภายในเวลาไม่ถึงเดือน
ถ้าผมไม่มีคนทรงคนนั้น ไม่รู้ว่าผมจะได้มานั่งเขียนประสบการณ์ไห้แฟนได้อ่านหรือเปล่า
และทุกวันนี้ก็เชื่อสนิทเลยว่าไสยศาสตร์นั้นมีจริงเหมือนคำที่ฮิตพูดกันทุกวันนี้ว่า
" ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ "
   
บันทึกการเข้า

กระท้อน
บุคคลทั่วไป


อีเมล์
« ตอบ #1 เมื่อ: 05 มีนาคม, 2010, 11:59:57 AM »

]จริงค่ะฉันเป็นอีกคนที่เจอมากับตัวเองค่ะ ตอนนั้นฉันทำงานที่โรงงานแล้วอยู่ดีๆก็ไม่สบาย  จนต้องไปนอนโรงพยาบาลเป็นเวลา3-4เดือน ทำยังไงก็ไม่หายจนหมอบอกไห้พ่อกับแม่ต้องทำใจแล้วยังไงก็ตายแน่  เพราะต้องไส่เครื่องช่วยหานใจตลอดเวลา ถ้าเอาออกก็คือตายแน้  จนห่อก็โทรไปหายายที่จังหวัดกาญจนบุรี        (ยายเป็นร้างทรงอยู่แล้ว)  ยายบอกไห้พ่อเอาฉันขึ้นรถพยาบาลมาที่บ้านเลย   พอไปถึงยายก็บอกว่ามีองมาอยู่ด้วยไห้รับขัน  พอรับขันก็หายเป็นปรกติจนทุกวันนี้ก็เป็นเวลาหลายปีแล้ว  ต้อนนี้ฉันมีลูกศิษมากมายมีคนนับถือเยอะมาก  ถ้าอยากลองพิสูดลองได้นะค่ะ  0851427014
ไม่เรียกร้องอะไรขอแค่ค่าครู39บุหรี 1ชอง
บันทึกการเข้า
Sunny7855
ลูกแมว
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3


เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #2 เมื่อ: 13 มิถุนายน, 2013, 04:33:09 PM »

ขอบคุณสำหรับข่าวสารครับ
บันทึกการเข้า

[
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.17 | SMF © 2006-2008, Simple Machines | Thai language by ThaiSMF
[Hosting] [Domain] [SMF-Webboard] [Simple Machines Forum Thai] [Smf Support]
[โฮสต์] [โดเมน] [justusers.net]
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!